ผงบุกลดน้ำหนัก ผลเสียของการอดอาหารเพื่อลดความอ้วน

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS

ผงบุกลดน้ำหนัก ผลเสียของการอดอาหารเพื่อลดความอ้วน
1.) หน้ามืด หรือว่าเป็นลมง่าย แน่นอนว่าเมื่อเราอดอาหาร ร่างกายของเราก็ขาดพลังงานไปใช้ในการดำเนินชีวิต ซึ่งแม้ว่าร่างกายจะดึงอาหารมาจากที่เราสะสมแต่ก็มีสารอาหารบางชนิดที่ร่าง กายไม่สามารถดึงมาได้ เมี่อร่างกายมีน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป เราก็จะรู้สึกหน้ามืดเป็นลมได้ง่าย
2.) ฮอร์โมนเพศมีปัญหา สำหรับคุณ ผู้หญิงที่พยายามลดน้ำหนักแบบพรวดพราด โดยการอดอาหารนั้น แน่นอนว่าจะต้องมีผลกระทบต่อฮอร์โมนเพศอย่างแน่นอน ประจำเดือนจะมาไม่ปกติ มาบ้างไม่มาบ้าง เมื่อมาก็จะมาน้อย หรือมากกว่าที่เคยมา และอาจจะทำให้อารมณ์เราแปรปรวนได้ง่าย
3.) มีปัญหากับระบบย่อยอาหาร แน่นอนว่าเมื่อเราอดอาหาร ย่อมจะมีผลต่อระบบย่อยอาหารอย่างแน่นอน เพราะถ้าเราไม่มีอาหารไปให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารย่อย มันก็จะเปลี่ยนเป็นย่อยกระเพาะอาหารของเราแทน แน่นอนว่าปัญหาที่ตามมาก็คือ โรคกระเพาะ แผลในกระเพาะอาหาร หรือว่าโรคลำไส้ต่างๆ
4.) มีปัญหากับระบบขับถ่าย ในเมื่อไม่มีอาหารให้ย่อย แน่นอนว่าจะมีอะไรเข้าไปในลำไส้ใหญ่ได้อย่างไร ดังนั้นเมื่อเรากินน้อย หรือว่าอดอาหาร เราก็อาจจะท้องผูกและท้องเสียไปเลยก็เป็นได้ ผงบุกลดน้ำหนัก .

ผงบุกลดน้ำหนัก
ผงบุกลดน้ำหนัก  5.) ผิวหนังเหี่ยว การลดน้ำหนักลงทีเดียวแบบฮวบฮาบ แน่นอนว่าจะมีปัญหา เรื่องผิวหนังเหี่ยวย่น เนื่องจากร่างกายปรับสภาพที่มีไขมันบางส่วนหายไป ทำให้ผิวหนังเหียวไม่น่ามองได้ นอกจากนี้การงดกินโปรตีน หรือกินโปรตีนไม่พอ ก็อาจจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารในการไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้
วิธีลดความอ้วนตามหลักวิทยาศาสตร์
1.) ได้รับปริมาณอาหารตามโครงสร้างที่เหมาะสม ผู้ที่ลดความอ้วนโดยปกติแล้ว ควรจำกัดการบริโภคไขมันและน้ำตาล รวมไปถึงอาหารที่มีปริมาณแคลอรีสูง ควรเพิ่มเติมอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความสมดุลกันระหว่างปริมาณแคลอรีที่รับเข้าและสูยเสียไป
2.) ออกกำลังกายในปริมาณที่พอเหมาะ การกำจัดไขมันส่วนเกินโดยการออกกำลังกาย จะทำให้ไขมันในร่างกายลดลง จนสัดส่วนของไขมันในร่างกายอยู่ในระดับที่พึงพอใจ
3.) มีเป้าหมายที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเอง วิธีการลดน้ำหนักนั้นควรขึ้นอยู่กับความแตกต่างและน้ำหนักของแต่ละคน ควรที่จะสร้างตารางการออกกำลังกายและการกินอาหารให้เหมาะสมกับสภาพพร่างกาย ของตน ต้องเข้มงวดกับตัวเอง คอยติดตามผลการปฏิบัติอยู่เสมอ เพื่อที่จะได้ปรับปรุงแก้ไขได้ทันที
การอดอาหารยิ่งทำให้การลดความอ้วนยิ่งยากขึ้น อย่าคิดที่จะอดอาหารทนหิวเพื่อลดหน้าท้องเด็ดขาด การทำเช่นนี้จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของ Metabolism (การสลายสารอาหาร ทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โดยทั่วไป เพื่อเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน) ลดลง หลังจากที่อดอาหารแล้วกลับมากินแบบปกติอีกครั้ง  น้ำหนักของเราก็จะย้อนกลับมาใหม่ อีกทั้งอาจจะเพิ่มขึ้นมากกว่าแต่ก่อนด้วย (YoYo Effect) เมื่อน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาอีกครั้งแล้ว หากเราจะลดความอ้วนอีกครั้งก็จะทำได้ยากกว่าเดิม เพราะว่าเมื่ออดอาหารจนน้ำหนักลดลงไป 6% ของน้ำหนักร่างกาย อัตรา Metabolism ก็จะลดลงไปประมาณ 15-20% ดังนั้นเมื่อต้องหมุนเวียนพลังงานในร่างกาย กระบวนการเผาผลาญแคลอรี่ก็จะทำได้ยากขึ้น ผงบุกลดน้ำหนัก .

Posted on February 27, 2015 at 15:20 by fgvbnhjyu · Permalink · Comments Closed
In: อาหารเสริมลดน้ำหนัก

ส้มแขก ลดน้ําหนัก หลังหยุดรับประทานส้มแขกจะกลับมาอ้วนอีกหรือไม่

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS

ส้มแขก ลดน้ําหนัก ส้มแขกมีสารที่เป็นประโยชน์กับร่างกาย คือ
ช่วยควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากมีประสิทธิภาพสูงสุด ในการยับยั้งการสร้างและร่างกายเผาผลาญไขมันส่วนเกิน ยับยั้งการอยากอาหาร และช่วยลด Cholesterol ทำให้รูปร่างสมส่วน มีทรวดทรงสวยงาม
* Vitamin C ช่วยควบคุมความดันโลหิต ทำให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง
* เปลี่ยนแป้งและน้ำตาลที่ทานเข้าไปเป็นพลังงานไกลโคเจนแทนการสะสมในรูปไขมัน
* ร่างกายใช้พลังงานไกลโคเจนได้ในระดับที่ต้องการ ทำให้รู้สึกอิ่ม
* ผลโดยร่วมทำให้ไขมันลดลง กินอาหารน้อยลง
* เหงื่อออกมาก เหนี่ยวตัวง่าย สาร HCA จะขับของเสียที่มันหมักหมกอยู่ในร่างกายออกมา
* ไม่ออกฤทธิ์ต่อประสาทส่วนกลาง
* ไม่เกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับ ที่เรียกว่า YO – YO EFFECT คือ เลิกทานยาลดน้ำหนัก แล้วกลับมาอ้วนอีก  ส้มแขก ลดน้ําหนัก .

ส้มแขก ลดน้ําหนัก

ส้มแขก ลดน้ําหนัก  หลังหยุดรับประทานส้มแขกจะกลับมาอ้วนอีกหรือไม่ ?
ส้มแขกช่วยลดความอ้วน โดยไม่กดประสาท หรือเร่งระบบขับถ่าย แต่จะค่อย ๆ ปรับสมดุลของร่างกาย ให้กินอาหารในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการพลังงาน ที่ต้องใช้ต่อวันของแต่ละบุคคล ดังนั้นเมื่อหยุดใช้ส้มแขกแล้ว จึงไม่กลับมาอ้วนอีก
อาหารกลุ่มคาร์โปไฮเดรตที่รับประทานเข้าไปจะถูกย่อยเป็น กลูโคสและนำไปใช้ 3 รูปแบบ คือ
1. สร้างเป็นพลังงาน
2. สร้างเป็นพลังงานสะสมในรูปไกลโคเจน ( Glycogen ) ในตับและกล้ามเนื้อ เพื่อพร้อมจะให้พลังงานได้ทันทีที่ต้องการ
3. เป็นกูลโคสส่วนที่เหลือ ซึ่งเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น บริเวณหน้าท้อง สะโพก คอ ใต้ท้องแขน เป็นต้น
รับประทานอย่างไรจึงได้ผล การรับประทานส้มแขกให้ได้ผลจะต้องรับประทานจำนวนมากพอที่จะยับยั้งการสร้างและสะสมไขมันได้
สารสกัดจากส้มแขกช่วยลดน้ำหนักได้อย่างไร ?
ใครๆ ก็รู้ว่าถ้ากินมาก แต่หากเคลื่อนไหวร่างกายและออกกำลังน้อย จะทำให้ร่ำรวยไขมัน ทำให้อ้วน ความสวยความหล่อลดลง เจ็บป่วยและเกิดโรคได้ง่าย แล้วคนส่วนใหญ่ก็มักแพ้ใจตัวเอง ซึ่งยิ่งแพ้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งอ้วนมากขึ้นเท่านั้น และเมื่ออ้วนแล้วการจะลดน้ำหนักให้ผอมลงเท่าเดิมหรืออยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เกือบจะกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในชีวิตของคนหลายๆ คน ดังนั้นจึงมีผู้คิดค้นผลิตภัณฑ์ เครื่องมือ หรืออุปกรณ์นานาชนิด ที่จะช่วย (คนใจอ่อน) ลดไขมันส่วนเกินในร่างกาย ล่าสุดสารจากธรรมชาติ ๒ ชนิด (ที่ยังสรุปไม่ได้ว่าเป็นยา เป็นอาหาร หรืออาหารเสริม) ที่ชื่อไคโตซานและส้มแขก ถูกกล่าวถึงอย่างมากในแวดวงคนอยากผอม ในรูปแบบของสารสกัดบรรจุแคปซูลช่วยลดความอ้วน ซึ่งมีราคาสูงพอสมควรสำหรับคนทั่วไป แต่เรื่องแบบนี้สำหรับคนอ้วนที่ต้องการลดน้ำหนักไม่ค่อยเกี่ยงหรือ เสียดายเงินอยู่แล้ว ถ้าหากว่าได้ผลดีจริงตามที่โฆษณา
ไขมันส่วนเกินมาจากไหน
ตามปกติไขมันส่วนเกินในร่างกายคนเราจะมาจาก ๒ ทาง คือ
หนึ่ง จากการกินอาหารไขมันเข้าไปโดยตรง
สอง มาจากการสะสมของอาหารทั้งพวกเนื้อสัตว์ พวกแป้ง น้ำตาล และไขมันที่กินเกินจนร่างกายใช้ไม่หมด ก็จะสะสมเป็นไขมันอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย
ตรงนี้คงจะต้องขยายความสักนิด เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านสามารถเข้าใจกระบวนการทำงานของร่างกายได้ดีขึ้น นั่นคือ เมื่อเรากินอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล (ซึ่งให้พลังงานหรือเปรียบได้กับเชื้อเพลิงชีวิต) เข้าไป ร่างกายก็จะเปลี่ยนแป้งและน้ำตาล เป็นน้ำตาลกลูโคส ซึ่งเป็นน้ำตาลตัวเล็กๆ โมเลกุลเดียวที่ง่ายต่อการขนส่งไปสู่เซลล์ต่างๆ เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน ถ้าใช้ไม่หมดในแต่ละวัน กลูโคสจะถูกเปลี่ยนไปเป็นสารอีกตัวหนึ่งชื่อ ไกลโคเจน แล้วเก็บสะสมไว้เป็นพลังงานในกล้ามเนื้อและตับ ประมาณร้อยละ ๕ ของพลังงานจากอาหารที่ร่างกายได้รับในแต่ละวัน จะเก็บไว้ในรูปของไกลโคเจน ส่วนที่เหลือทั้งหมดก็จะเก็บไว้ในรูปของไขมัน
ก่อนจะเสียเงินต้องคิดให้รอบคอบ
เมื่อไม่สามารถควบคุมน้ำหนักได้ด้วยตนเอง คนอ้วนที่อยากผอมจำนวนไม่น้อยจึงต้องไปพึ่งเฮลท์คลับ พึ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลดไขมันนานาสารพัดชนิดที่โฆษณาชวนเชิญอย่างน่าทดลอง น่าซื้อหามาใช้ ซึ่งสถานบริการ หรือผลิตภัณฑ์ช่วยลดไขมันส่วนใหญ่ จะคิดค่าบริการและราคาค่อนข้างแพง และกว่าที่จะลดน้ำหนักลงได้สักกิโลสองกิโล บางคนหมดเงินไปเป็นจำนวนมาก (ซึ่งคนอ้วนมีสตางค์ส่วนใหญ่ก็ยอมเสีย) ใครว่าอะไรดี ซื้อมาใช้ ซื้อมาทดลองหมด ช่วงนี้ผลิตภัณฑ์ช่วยลดไขมันที่มีส่วนผสมของสารไคโตซาน และสารสกัดจากผลส้มแขกกำลังฮือฮาเป็นที่รู้จักกันทั่วไป โฆษณาจากสื่อต่างๆมักทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่า เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้แล้วไขมันจะลดลงได้อย่างน่าพอใจ หลายๆคนจึงอยากจะทดลองใช้ดูบ้าง ส้มแขก ลดน้ําหนัก .

Posted on February 27, 2015 at 14:36 by fgvbnhjyu · Permalink · Comments Closed
In: กลูต้า

ผิวใส จากภายใน กินมะละกอผิวสวย วิธีแสนง่ายที่จะทำให้ผิวสวยใสเนียนนุ่ม

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS

ผิวใส จากภายใน   กินมะละกอผิวสวย วิธีแสนง่ายที่จะทำให้ผิวสวยใสเนียนนุ่ม แต่สาว ๆ หลายคนคงจะแอบมีคำถามในใจว่ากินมะละกอแล้วจะผิวสวยได้จริงหรือ คำตอบคือสวยจริงอะไรจริงแน่นอนจ้า จะกินก็ได้ จะมาสก์หน้าก็ดี คุณประโยชน์ครบครันแบบนี้ ลังเลอยู่ทำไมละคะ
ใคร ๆ ก็อยากผิวสวย ซึ่งวิธีที่จะทำให้ผิวสวยก็มีหลากหลายเคล็ดลับแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับแต่ละคนที่จะสรรหามาใช้ ถึงแม้จะเป็นวิธียาก ๆ แต่ก็ไม่มีอะไรที่ผู้หญิงอย่างเราจะทำไม่ได้ ว่าแต่…จะทำวิธียาก ๆ ไปทำไมกัน ในเมื่อวันนี้กระปุกดอทคอมมีวิธีที่จะทำให้ผิวสวยง่าย ๆ มาฝากกัน
สาว ๆ รู้หรือเปล่าคะว่าแค่กินมะละกอก็ทำให้เราผิวสวยได้แล้ว เพราะ มะละกอ เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนช่วยป้องกันริ้วรอยและทำให้ผิวสวยเนียนใส นอกจากนี้ยังมีเบต้าแคโรทีนที่จะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอเมื่อเข้าสู่ร่างกาย ผิวใส จากภายใน.

ผิวใส จากภายใน

ผิวใส จากภายใน  ทำให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง แถมยังมีคุณสมบัติที่จะช่วยปกป้องผิวคุณจากรรังสีอัลตราไวโอเลตอีกด้วย นอกจากนี้สำหรับใครที่กินมะละกอเป็นประจำจะช่วยแก้ปัญหาท้องผูกและทำให้ผิวสวยได้ มาถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่าท้องผูกเกี่ยวอะไรกับผิวสวย ก็ปัญหาท้องผูกนี่แหละค่ะเป็นตัวการสำคัญที่จะทำให้ผิวของเราไม่ขาวใสและดูหม่นหมอง รู้อย่างนี้แล้วหันมากินมะละกอกันเยอะ ๆ ดีกว่าค่ะ สวยจากภายในสู่ภายนอกเป็นวิธีที่จะทำให้ผิวสวยอยู่กับเราไปได้นานแสนนานเลยละค่ะ
นอกจากจะผิวสวยเพราะกินมะละกอแล้ว ยังสามารถนำเอามะละกอมามาสก์หน้าได้อีกด้วยนะคะ เพียงแค่นำมะละกอสุกมาปั่นให้ละเอียดแล้วมาสก์หน้า จะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดไปเผยผิวให้ดูกระจ่างใสขึ้น แถมยังช่วยลดฝ้า กระ และทำให้หน้าเนียนนุ่มขึ้นอีกด้วย
มะละกอเป็นผลไม้ที่สามารถหาได้ตลอดทั้งปี แถมยังราคาถูก หาซื้อง่าย ถือเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่จะทำให้ผิวของสาว ๆ สวยใสสุขภาพดี สารพัดประโยชน์ผิวสวยแบบนี้เปลี่ยนมารับประทานมะละกอให้เป็นนิสัยกันเถอะค่ะ
โยเกิร์ต ช่วยในการขับถ่าย ทําให้ผิวพรรณสดใส ไม่หมองคล้ำ
เมล็ดถั่วต่างๆ อุดมด้วยโปรตีน ซึ่งเป็นสารอาหารที่จําเป็นสําหรับผิวสวย
งา อุดมด้วยวิตามินบี สังกะสี โพแทสเซียม ช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิวใหม่ทําให้ผิวสดใสอ่อนวัยเสมอ
น้ำมันมะกอก มีวิตามินอีอยู่มาก ช่วยบํารุงคอลลาเจนใต้ผิวให้เนียมนุ่มชุ่มชื่นอย่างเป็นธรรมชาติ
ผักโขม อุดมด้วยธาตุเหล็ก ช่วยบํารุงผิวให้เปล่งปลั่งมีสุขภาพดี
ปลา มีไขมัน เช่น แซลมอน น้ำมันปลาช่วยให้ผิวเต่งตึงไม่เหี่ยวย่น กินอย่างน้อย 2 มื้อต่อสัปดาห์
น้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว ช่วยชําระของเสียและสารพิษต่างๆ ออกจากร่างกาย
ลูกพีช องุ่น แอปเปิ้ล ส้ม อ้อย มะขาม มีวิตามินที่ช่วยให้ผิวสดใส มีน้ำมีนวลอย่างเป็นธรรมชาติ ผิวใส จากภายใน.

Posted on February 26, 2015 at 19:01 by fgvbnhjyu · Permalink · Comments Closed
In: อกฟู รูฟิต

ผิวกระจ่างใส ธรรมชาติ วิธีทําให้ผิวขาว เคล็ดลับดี ๆ ที่สาว ๆ หลายคนอยากรู้

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS

ผิวกระจ่างใส ธรรมชาติ  วิธีทําให้ผิวขาว เคล็ดลับดี ๆ ที่สาว ๆ หลายคนอยากรู้ ขอบอกว่าถ้าอยากขาว พลาด วิธีทำให้ผิวขาว ที่เรานำมาฝากไม่ได้เด็ดขาดจ้า…
ในหมู่คนรักสวยรักงาม เป็นที่ทราบกันแบบอวดอ้างกล่าวขานต่อๆ กันมาว่า “กลูต้าไธโอน” เป็นสารที่ทำให้ผิวขาวผ่องและเป็นที่นิยมกันมาก แม้สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยจะออกมาเตือนผู้บริโภค ว่าไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาที่อ้างว่าสามารถช่วยให้ผิวขาวขึ้น เพราะไม่มีผลิตภัณฑ์ใดที่จะทำให้ผิวขาวขึ้นได้อย่างถาวร ผลิตภัณฑ์หรือยาอาจช่วยให้ผิวขาวได้ชั่วคราว แต่เมื่อหมดฤทธิ์ร่างกายก็ผลิตเม็ดสีตามปกติ
อืม… แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะคะ สาวๆ ก็ต้องมาคู่กับความสวยความงาม วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับ วิธีทําให้ผิวขาว บอกลาผิวหม่นหมองด้วยวิธีธรรมชาติๆ มาฝากเพื่อนๆ กันด้วย ว่าแล้วไปดู  12 วิธีทําให้ผิวขาว บอกลาผิวหม่นหมองกันเลย…
1. การขัดผิว เป็น วิธีทําให้ผิวขาว ที่ขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปจากผิว โดยการใช้สครับที่มีขายตามท้องตลาด หรือจะเป็นสครับจากธรรมชาติง่าย ๆ แต่ได้ผล ซึ่งมีหลากหลายสูตรให้เลือก ได้แก่ มะละกอ นมสด มะขามเปียก น้ำผึ้ง โยเกิร์ต มะนาว  โดยนำอย่างใดอย่างหนึ่งมาผสมกับเกลือทะเลเพื่อให้มีเม็ดสำหรับขัดผิว เพียงเท่านี้คุณก็มีสครับขัดผิวได้ง่าย ๆ แล้ว หรือจะใช้ใยบวบในการช่วยขัดผิวก็ได้ การขัดผิวนี้จะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดลอกออกไป แล้วเผยผิวใหม่ที่แน่นอนว่าต้องสว่างใสกว่าเดิม และควรทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อการปรนนิบัติและดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง
2. เอเอชเอ หรือกรดผลไม้ มีขายทั่วไปตามคลินิกเสริมความงามหรือร้านขายยาทั่วไป ใช้สำหรับทาบนใบหน้าสัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อกระตุ้นให้เซลล์ผิวเก่าหลุดลอกออกมา เป็น วิธีทําให้ผิวขาว เผยผิวใหม่ที่ขาวผ่อง แต่การใช้เอเอชเอนี้ ต้องดูแลและระวังเรื่องการออกแดด เพราะผิวคุณจะบางลงและไวต่อแดดมากกว่าเดิม ผิวกระจ่างใส ธรรมชาติ.

ผิวกระจ่างใส ธรรมชาติ
ผิวกระจ่างใส ธรรมชาติ   3. น้ำนมเพื่อผิวขาว ไม่จำเป็นต้องลงไปแช่ในอ่างที่มีน้ำนมอยู่เต็มอ่าง แต่คุณสามารถทำตาม วิธีทําให้ผิวขาว ได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้น้ำนมทาบนผิวโดยตรง อาจใช้ใยบวบช่วยเพื่อขัดผิวไปด้วยเบา ๆ ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ผิวจะค่อย ๆ ขาวขึ้น
4. ผลไม้รสเปรี้ยว ช่วยในการขัดขี้ไคล เป็น วิธีทําให้ผิวขาว ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยใช้ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะนาว สับปะรด มะขามเปียก ส้ม เพราะมีความเป็นกรด ช่วยทำความสะอาดผิวให้ขาวใส และกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกมาได้ แต่หากคุณเป็นคนผิวบาง ไม่ควรใช้มะนาวหรือสับปะรดที่มีความเป็นกรดสูง ควรใช้ส้มเช้งที่มีคุณสมบัติคล้าย ๆ กันก็ได้
5. ครีมบำรุงเพื่อผิวขาว ควรใช้ครีมบำรุงที่มีไวท์เทนนิ่งเพื่อผิวขาวในตอนเย็น และทาซ้ำก่อนนอนเพื่อเสริมประสิทธิภาพของครีมบำรุงให้บำรุงอย่างต่อเนื่อง ส่วนตอนกลางวันให้ทาไวท์เทนนิ่งเพียงบาง ๆ แล้วตามด้วยครีมกันแดด หรือจะใช้ไวท์เทนนิ่งที่มีส่วนผสมของสารป้องกันแสงแดดก็ได้ แต่หากสาว ๆ คนไหน อยู่ติดบ้าน ไม่ได้ออกไปเผชิญแสงแดดเลย ใช้ไวท์เทนนิ่งตัวเดียว ทาวันละ 2-3 ครั้งก็เอาอยู่แล้วจ้า
6. ครีมกันแดด ควรเป็นสิ่งที่สาว ๆ ต้องมีติดกระเป๋าอยู่ตลอดเวลา ในกรณีที่คุณต้องเผชิญกับแสงแดดจัดโดยไม่ได้วางแผนมาก่อนจะได้หยิบขึ้นมาใช้ได้ทันการทันเวลา และอย่าลืมว่า ครีมกันแดดจำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากคุณเพิ่งขัดผิวหรือใช้เอเอชเอกับผิวมาหมาด ๆ เพราะผิวคุณจะไวต่อแดดมาก จึงควรทาครีมกันแดด 20 นาทีก่อนออกแดดทุกครั้ง และทาซ้ำอีกทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง
7. ทานอาหารให้เหมาะสม โดยให้มีผักและผลไม้ในอัตราส่วนครึ่งต่อครึ่งทุกมื้อ เพราะผักผลไม้เป็นอาหารที่ย่อยง่าย ช่วยเรื่องของการขับถ่าย และยังมีแอนตี้อ็อกซิแดนซ์ที่ทำให้ผิวสวยกระชับอีกด้วย ซึ่งเมื่อร่างกายขับถ่ายตามปกติแล้ว หน้าตาผิวพรรณก็จะสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
8. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยขับเหงื่อไคล และสิ่งสกปรกใต้ผิวรวมถึงสารพิษออกมา ซึ่งจะทำให้ผิวดูสว่างสดใสขึ้น ยิ่งออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ก็ยิ่งทำให้ผิวสดใสอยู่ตลอดเวลา แถมการออกกำลังกายยังช่วยลดการอุดตันของสิ่งสกปรกใต้ผิว ทำให้ไม่มีสิวอีกด้วย   ผิวกระจ่างใส ธรรมชาติ
9. วิตามินซีเพื่อผิวสวย วิตามินซีมีสรรพคุณช่วยให้ผิวสวยสดใส ดังนั้นจึงเป็นสารอาหารที่ร่างกายควรได้รับอยู่เสมอ ไม่ว่าจะจากการทานผักผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง มะนาว หรือหากได้รับในแต่ละวันไม่เพียงพอ ก็อาจจะทานวิตามินแบบเม็ดที่ขายในร้านขายยาก็ได้ วิธีทําให้ผิวขาว นี้จะช่วยในเรื่องผิวและมีส่วนช่วยในเรื่องการขับถ่ายไปพร้อม ๆ กัน
10. การอบไอน้ำผิวหน้า เป็นการทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่ในรูขุมขนอย่างลึกซึ้ง ช่วยทั้งเรื่องของผิวสะอาดสว่างใส เป็นทั้ง วิธีทําให้ผิวขาว และช่วยขจัดสิวไปพร้อม ๆ กัน โดยวิธีอบไอน้ำผิวหน้านั้นก็ทำได้ง่าย ๆ เพียงตั้งกะทะต้มน้ำจนเดือด จากนั้นน้ำกะทะมาวางบนโต๊ะแล้วยื่นหน้าให้อยู่เหนือไอน้ำ ความร้อนจะช่วยเปิดรูขุมขน และไอน้ำจะเข้าไปทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขนค่ะ
11. เมคอัพช่วยได้ ใช้ครีมรองพื้นและแป้งที่สว่างกว่าผิวจริง 1 ระดับสี และหลังจากแต่งหน้าแล้วให้นำพู่กันแตะแป้งกลิตเตอร์ประกายมุกปัดบริเวณหน้าผากและโหนกแก้ม ก็จะช่วยให้หน้าดูสว่างใสขึ้นได้เยอะเลยทีเดียว
12. สารพัดสูตรพอกหน้า นอกจากการขัดผิวแล้ว สาว ๆ ที่อยากมีผิวขาวสุขภาพดีควรพอกหน้า รวมถึงผิวกายให้ได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยสูตรผิวขาวที่สามารถทำเองได้จากวัตถุดิบในบ้านนั้นก็มีมากมาย ที่สำคัญยังเห็นผลชัดอีกด้วยหากทำอย่างต่อเนื่อง และสูตร วิธีทําให้ผิวขาว ที่หยิบยกมาฝากกัน มีดังนี้
วิธีทําให้ผิวขาว : สูตรมะละกอนมสด นำมะละกอมาบดผสมกับนมสด คนให้เข้ากัน จากนั้นนำไปพอกบนใบหน้าหรือผิวกายทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออก
วิธีทําให้ผิวขาว : โยเกิร์ตผสมมะนาว มะนาวเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีความเป็นกรดสูงมาก จนอาจทำให้แสบผิวได้ ดังนั้นการนำมะนาวมาผสมโยเกิร์ตแล้วนำไปทาผิวทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จะช่วยลดการระคายเคืองผิว และมะนาวจะช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่า เผยผิวใหม่ที่ใสกว่าเดิม
วิธีทําให้ผิวขาว : น้ำมันมะพร้าวเพื่อผิวเนียนนุ่ม เป็นสูตรโบราณที่ใช้ได้ผลมาก น้ำมันมะพร้าวจะช่วยในเรื่องการทำให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื้น แม้เพียงครั้งแรกที่ได้นำน้ำมันมะพร้าวมาทาผิว รับรองได้เลยว่า สาว ๆ จะรู้สึกถึงความเนียนนุ่มได้ทันทีเลยล่ะ
วิธีทําให้ผิวขาว : น้ำผึ้งและโยเกิร์ต นำส่วนผสมดังกล่าวพอกลงบนใบหน้าหรือผิวกายประมาณ 30 นาทีก่อนล้างออก ช่วยให้ผิวขาวและนุ่มขึ้นได้ สามารถทำได้วันเว้นวันค่ะ
วิธีทําให้ผิวขาว : กล้วยหอมและนมสด นำมาบดผสมกัน จากนั้นนำไปพอกผิวในบริเวณที่ต้องการ จะทำให้ผิวขาวเนียนสวยได้ สามารถทำได้วันเว้นวันเช่นกัน ผิวกระจ่างใส ธรรมชาติ.

Posted on February 26, 2015 at 17:53 by fgvbnhjyu · Permalink · Comments Closed
In: สิว ริ้วรอย

ผิวหน้าแห้ง บำรุงผิวด้วยโลชั่น ครีมบำรุงผิว

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS

ผิวหน้าแห้ง ข้อแนะนำข้อนี้สำคัญมาก ใช้กับทั้งอากาศหนาวทุกระดับตั้งแต่หนาวบ้านเราไปจนหนาวติดลบ
บำรุงผิวด้วยโลชั่น ครีมบำรุงผิว ครีมทามือ
ทุกครั้งหลังอาบน้ำอย่าลืมชดเชยน้ำหล่อเลี้ยงผิวที่สูญเสียไปจากแดดและลมหนาว รวมไปถึงจากน้ำอุ่นที่เพิ่งอาบไป และอย่าลืมบำรุงผิวบริเวณนิ้วและมือของคุณด้วยครีมทามือ เพราะเรามักลืมกันว่ามือและนิ้วของเรานี่มักผ่านการล้างน้ำ สัมผัสสิ่งต่างๆ มากกว่าผิวหนังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย และจะเป็นผิวหนังส่วนแรกที่แตกระแหงจนรู้สึกได้ก่อนส่วนอื่น
หนาวมาก-หนาวติดลบ แนะนำให้ใช้ครีมบำรุงผิวแบบเข้มข้นซึ่งตัวครีมจะมีความข้นเหนียวกว่าโลชั่นทั่วไป หากสภาวะผิวของคุณแห้งยิ่งกว่าแดนอีสานหน้าแล้ง ขอแนะนำให้ใช้น้ำมันมะกอกชโลมนวดผิวแทนครีมบำรุงหรือควบคู่กันไป และควรบำรุงผิวมือบ่อยกว่าปกติ เพราะในเมืองที่หนาวจัด นิ้วของคุณจะแห้งมากจากการชะล้างและจับต้องสิ่งต่างๆ อาจเกิดอาการแสบร้อนบริเวณปลายนิ้วได้ แนะนำให้ทาครีมและใส่ถุงมือ ผิวหน้าแห้ง.

ผิวหน้าแห้ง

ผิวหน้าแห้ง  คลุมไว้เพื่อรักษาความชุ่มชื่นและป้องกันอาการแสบคันจากลมหนาวกัดกร่อนผิวปลายนิ้ว
อาบน้ำอุ่น-น้ำเย็น
น้ำอุ่นย่อมเป็นสิ่งถวิลหาของเราๆ ในช่วงที่ต้องผจญกับอากาศหนาว แต่ทั้งนี้การอาบน้ำที่อุ่นจนร้อนมากเกินไป นานเกินไป หรือถี่เกินไปอาจทำลายน้ำหล่อเลี้ยงผิวไปได้ง่ายๆ ทำให้ผิวแห้งสากเป็นขุย หากเป็นไปได้ให้อาบน้ำเพียงแค่วันละครั้งก็พอ และหลังจากอาบน้ำอุ่นแล้วให้ชโลมตัวด้วยน้ำเย็นเป็นการปิดท้าย คุณรู้หรือไม่ว่าวิธีนี้นอกจากจะทำให้คุณรู้สึกอบอุ่นหลังการอาบน้ำมากกว่าปกติแล้ว ยังเป็นการช่วยปิดรูขุมขน ป้องกันการสูญเสียน้ำหล่อเลี้ยงผิวในช่วงฤดูหนาวอีกวิธีหนึ่งด้วย
หนาวมาก-หนาวติดลบ ขอแนะนำให้ใช้ครีมอาบน้ำแทนโฟม สบู่ก้อนหรือเจลอาบน้ำ เพราะครีมอาบน้ำจะมีส่วนผสมของครีมบำรุงผิวผสมอยู่ด้วย ในกรณีของคนที่ผิวแห้งมากๆ ไม่ควรใช้ครีมอาบน้ำหรือใช้เพียงแต่น้อยมากเฉพาะจุดสำคัญ และให้ใช้ “ครีมหรือโลชั่นบำรุงผิว” แทนสบู่หรือครีมอาบน้ำ
การทำความสะอาดผิวหน้า
หลีกเลี่ยงการขัดถูหน้าในช่วงนี้เพราะจะให้ผิวหน้าแตกเป็นขุยได้ง่าย แถมยังอาจมีอาการแสบผิวตามมาอีกต่างหาก หากเป็นไปได้ขอให้ใช้น้ำเย็นล้างหน้าแทนน้ำอุ่น เพื่อป้องการการสูญเสียน้ำหล่อเลี้ยงผิว และควรทาครีมบำรุงผิวทันทีที่ล้างหน้าเสร็จ สำหรับคุณผู้ชายที่ต้องโกนหนวดเครา ก็อย่าลืมใช้ครีมโกนหนวดแบบบำรุงผิว และทาครีมที่ใบหน้าทันทีที่โกนหนวดและทำความสะอาดใบหน้าเสร็จ
หนาวมาก-หนาวติดลบ ขอแนะนำให้ทำความสะอาดหน้าด้วยครีมล้างหน้าแบบที่คุณสามารถทาแล้วเช็ดความสกปรกออกได้โดยง่ายและปิดท้ายด้วยการใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำค่อยๆ เช็ดใบหน้าให้สะอาดพร้อมทาครีมบำรุงผิวทันทีที่ทำความสะอาดผิวหน้าเสร็จ
ครีมกันแดด
อากาศหนาวมิได้หมายความว่าจะไม่ต้องใช้ครีมกันแดด ขอให้จำไว้เลยว่าก่อนออกจากเคหะสถานทุกครั้งให้ทาครีมกันแดดทั้งผิวหน้า ลำคอ และส่วนแขนขาที่อาจได้สัมผัสแดด ถือเป็นมันตราสำคัญที่ไม่ควรลืมทั้งเมืองร้อน เมืองหนาวและเมืองหิมะปกคลุม เพราะแสงแดดนี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวของคุณแห้งกร้านได้ ใครว่าแดดฤดูหนาวไม่แรง จริงๆ แล้วแรงไม่แพ้แดดฤดูร้อนเลยทีเดียว
พักผ่อนให้เพียงพอ
อย่ามัวแต่ห่วงเที่ยวจนลืมนอน เพราะหากคุณพักผ่อนไม่พอ ร่างกายของคุณจะอ่อนเพลียและรู้สึกเหมือนขาดน้ำ ผิวกายหยาบแห้งกร้าน และต่อให้คุณอาบชโลมผิวด้วยครีมบำรุงผิว ตั้งหน้าตั้งตาดื่มน้ำมากเพียงใดก็ไม่สามารถลบความเหนื่อยและทดแทนน้ำหล่อเลี้ยงที่ร่างกายสูบไปใช้เพื่อพยุงให้กลไกของร่างกายทำงานได้ ข้อแนะนำข้อนี้อีกเช่นกันที่ไม่ว่าคุณจะไปเที่ยวเมืองหนาวระดับไหน ก็อย่าได้ละเลยการนอนหลับพักผ่อน
ลิปมัน
สิ่งสำคัญที่ห้ามลืมสำหรับการปกป้องริมฝีปากอันบอบบาง และควรเป็นลิปมันที่ป้องกันยูวีได้ด้วย ผิวหน้าแห้ง.

Posted on February 26, 2015 at 16:35 by fgvbnhjyu · Permalink · Comments Closed
In: เซรั่ม

ผิวหน้าไม่สม่ำเสมอ หน้าหมองคล้ำ อีกหนึ่งการแสดงออก

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS

ผิวหน้าไม่สม่ำเสมอ  หน้าหมองคล้ำ อีกหนึ่งการแสดงออก
ถ้าท่านผู้อ่านยังจำกันได้ เพื่อนแพนฉบับที่แล้วผู้เขียนได้เขียนถึงการแสดงออกอย่างหนึ่งของ Homeostasis ซึ่งเป็นการที่เซลล์สร้างสีให้การปกป้องคุ้มครองแก่ปลายประสาทซึ่งกระจายตัวบริเวณ โหนกแก้ม หนวด เหนือคิ้ว…โดยเซลล์สร้างสีมันจะสร้างเม็ดสีเมลานินขึ้นมาปริมาณมหาศาลเพื่อกันรังสี UV ที่จะทำอันตรายให้กับปลายประสาท เราจึงเห็นสีดำเป็นปื้น ๆ บริเวณโหนกแก้มหนวด เหนือคิ้วตามบริเวณที่ปลายประสาทมันอยู่…หรือเรียกกันง่ายๆ ก็คือเห็นเป็นฝ้านั่นเอง เพราะฉะนั้นถ้าท่านผู้อ่านเป็นคนช่างสังเกต ก็จะเห็นว่าฝ้าจะเป็นเฉพาะบริเวณที่ปลายประสาทมันอยู่เท่านั้น ไม่มีทางเป็นทั่วหน้าเป็นอันขาด หรือท่านผู้อ่านท่านใดเคยเห็นคนเป็นฝ้าเต็มทั้งหน้าบ้าง?
แต่สำหรับกรณีของหน้าหมองคล้ำนั้น เราจะเห็นว่ามันหมองคล้ำทั้งใบหน้า ซึ่งต่างจากกรณีของการเป็นฝ้า….แล้วเซลล์สร้างสีกำลังปกป้องอะไรอยู่? ไม่ใช่ปลายประสาทแน่นอน ผิวหน้าไม่สม่ำเสมอ.

ผิวหน้าไม่สม่ำเสมอ
ผิวหน้าไม่สม่ำเสมอ  การที่เซลล์สร้างสีพร้อมใจกันสร้างสีทั่วทั้งใบหน้า ก็แสดงว่าเซลล์สร้างสีมันไม่ได้ปกป้องเฉพาะปลายประสาทแบบเดียวกับกรณีของฝ้าแล้วครับ มันพยายามปกป้องทุกๆ เซลล์ในผิวหนังจากรังสี UV รวมทั้งตัวมันเองด้วย เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นว่ากรณีหน้าหมองคล้ำตามธรรมชาติมันดำทั่วๆ ไปทั้งใบหน้า แต่เนื่องจากโดยปกติแล้วใบหน้าคนเราไม่มีทางโดนแสง UV ได้เท่าๆ กันทั้งหน้าหรอกครับ บางบริเวณก็โดนมากบางบริเวณก็น้อย มันก็เลยทำให้ใบหน้าที่หมองคล้ำนั้นคล้ำไม่เท่ากันเกิดเป็นกรณีที่เรียกว่าสีผิวไม่สม่ำเสมอร่วมด้วย เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นคนที่หน้าหมองคล้ำมักจะมีสีผิวไม่สม่ำเสมอร่วมด้วยเสมอ
โดยปกติแล้วรังสี UV จะมีอยู่ 3 ความยาวคลื่น คือ UVA, UVB และ UVC สำหรับ UVC แล้วไม่ตกมาถึงผิวโลกจึงขอไม่พูดถึง ส่วนที่จะมีผลกับผิวหนังคือ UVA และ UVB
ดูจากรูปประกอบคุณผู้อ่านจะเห็นว่า รังสี UVA มีความยาวคลื่นสูงทะลุทะลวงได้ลึกถึงชั้นหนังแท้ ซึ่งเซลล์ที่สำคัญๆ ในชั้นนี้ก็คือเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ซึ่งเซลล์ตัวที่ว่านี้จะทำหน้าที่หลักๆ คือสร้างพวก Collagen และ Elastin เป็นตัวการทำให้ผิวหนังแข็งแรงมีความยืดหยุ่น ตึงตัว และในผิวหนังชั้นหนังแท้นี้ก็ยังมีเส้นเลือดฝอยเล็กๆด้วย ถ้าเซลล์ของผนังเส้นเลือดฝอยเหล่านี้เสียความตึงตัว มันก็จะทำให้เส้นเลือดฝอยขยายตัว ก็จะทำให้เลือดคั่งค้างในเส้นเลือดในปริมาณมากทำให้มองดูแล้วเห็นใบหน้าหมองคล้ำได้ ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานๆ ก็กลายเป็นฝ้าเส้นเลือดได้
รังสี UVB มีความยาวคลื่นที่สั้นกว่าก็จะทะลุทะลวงได้ไม่ลึกแค่ประมาณแถวๆ ชั้นหนังกำพร้าได้เท่านั้นซึ่งเซลล์ที่สำคัญในชั้นนี้ก็จะเป็นพวกเซลล์หนังกำพร้า (Keratinocyte) และก็เซลล์สร้างสี(Melanocyte) ผิวหน้าไม่สม่ำเสมอ
ทั้งเซลล์สร้างสี เซลล์หนังกำพร้า เซลล์ไฟโบรบลาสต์ เซลล์เส้นเลือดฝอย จะมีทุกหนทุกแห่งบนผิวหนัง เพราะฉะนั้น กรณีหน้าหมองคล้ำจึงเป็นการที่เซลล์สร้างสีทำการปกป้องคุ้มครองเซลล์ที่กล่าวเหล่านี้ทั้งหมด
ผู้เขียนอยากทำความเข้าใจเพิ่มอีกสักนิดนะครับ ว่า Homeostasis นั้นเป็นการที่เซลล์ในภาวะปกติ (ซึ่งยังไม่มีอะไรมากระตุ้นมันหรือมาคุกคามมัน เราจะเรียกว่าภาวะ Basal) ถูกกระตุ้นหรือมีอะไรไปคุกคามมันแล้วมันก็พยายามปรับตัวเพื่อสู้กับสิ่งที่คุกคามหรือกระตุ้นมัน เพื่อเซลล์จะได้กลับสู่ภาวะปติ (ฺBasal) และระหว่างที่มันถูกกระตุ้นหรือกำลังปรับตัวอยู่นั้น มันก็มีการแสดงออกมาด้วย (expression)ถ้าสิ่งที่กระตุ้นหรือคุกคามมันไม่มากจนเกินไปหรือไม่เนิ่นนานจนเกินไปเซลล์ก็จะสามารถกลับมาสู่จุด Basal ได้ เราจะเรียกว่า เซลล์มันยังสามารถดำรงซึ่ง Homeostasis ได้ แต่ถ้าตัวกระตุ้นหรือภาวะคุกคามนั้นมากเกินกว่าความสามารถที่มันจะรับได้ ในที่สุดก็จะกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า“โรค” เพราะฉะนั้นเมื่อไรที่เซลมันมีการแสดงออก สิ่งหนึ่งที่มันกำลังบ่งบอกเราก็คือ มันบอกเราว่าถ้าเราไม่ช่วยมันปล่อยไปเรื่อยๆ ก็อาจจะกลายเป็นโรคได้
ในกรณีของหน้าหมองคล้ำ ถ้าสามารถที่จะหยุดโดนรังสี UV ได้ใบหน้าก็สามารถที่จะกลับมาสู่ปกติได้ แต่ถ้ายังขืนโดนมากๆ และนานๆต่อไปในที่สุดก็จะหลุดออกนอกจากสมดุลย์ Homeostasis หรือพูดง่ายๆว่าเซลล์มันสู้ไม่ไหว ก็จะเกิดเป็นโรคหรือความผิดปกติตามมา ผิวหน้าไม่สม่ำเสมอ.

Posted on February 24, 2015 at 11:38 by fgvbnhjyu · Permalink · Comments Closed
In: สิว ริ้วรอย

สีผิวไม่สม่ำเสมอ กันแดด…เรื่องสำคัญสำหรับผิวคุณ

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS

สีผิวไม่สม่ำเสมอ กันแดด…เรื่องสำคัญสำหรับผิวคุณ
อันตรายของแสงแดดมีทั้งเรื่องของการถูกทำร้ายจากแสงแดดระยะสั้น(แบบเฉียบพลัน) และระยะยาว
• แบบเฉียบพลัน จะทำให้ผิวหนัง มีอาการปวดแสบปวดร้อน แดง ผิวไหม้ จนถึงขั้นผิวเกรียมแดด
• ระยะยาว ทำให้เป็นอันตรายต่อผิวหนัง ก่อให้เกิดฝ้า กระ สีผิวไม่สม่ำเสมอ แก่ก่อนวัยจากรังสี UV และที่เลวร้ายที่สุดก็คือทำให้
เกิดมะเร็งผิวหนังได้
เราจึงควรปกป้องผิวสวยของเราให้ห่างไกลจากการถูกทำร้ายของแสงแดด ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด จากการศึกษาวิจัยของแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ พบว่า การใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดสามารถป้องกันการทำร้ายจากแสงแดด และลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งที่ผิวหนังได้
เทคนิคในการเลือกกันแดด
• รังสีของแสงแดด มีทั้ง UVA และ UVB ควรเลือกกันแดดที่สามารถปกป้องทั้ง UVA และ UVB โดยเฉพาะครีมกันแดด
ที่มีส่วนผสมของOctyl salicylate และ Oxybenzone สารทั้งสองนี้มีคุณสมบัติติดผิวดีและกันแสงได้หลายช่วง สามารถ
ทนต่อเหงื่อและไม่หลุดง่ายแม้ขณะว่ายน้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ.

สีผิวไม่สม่ำเสมอ
สีผิวไม่สม่ำเสมอ • การทากันแดดให้ได้ผลดีที่สุดจำเป็นต้องทาทุกวันแม้จะไม่ออกจากบ้าน
• ต้องเลือกให้เหมาะกับสภาพความไวผิวต่อแสงแดด เช่น ผิวขาวๆ หรือมีปัญหารอยดำ ฝ้า กระ  ก็ควรเลือกค่า SPF สูงๆ
• เหงื่อออกมาก ล้างหน้าหรือเล่นน้ำควรทากันแดดซ้ำใหม่ทุกๆ 2 ชั่วโมง
• ผู้ที่ต้องเผชิญกับแสงแดดแรงๆ เช่น ผู้ที่เล่นกีฬากลางแจ้ง และที่ไปพักผ่อนตามทะเล ควรเลือกใช้กันแดดที่มีค่า SPF 60 ขึ้นไป
ต้องเลือกแบบที่เกาะติดผิว ไม่หลุดลอกง่าย และขอแนะนำให้ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจาก
รังสีUV ได้ดียิ่งขึ้น
คืนผิวสวยหลังเผชิญแสงแดด
แสงแดดและรังสียูวีมักจะพรากเอาผิวสวยๆของสาวๆไปนะคะ หลายครั้งเวลาที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง ทำให้ต้องออกแดดเป็นเวลานานผิวจึงโดนแดดเผาจนไหม้และ
แสบแดง ทำให้ผิวหมองคล้ำไม่กระจ่างใส แต่วันนี้เรามีวิธีเอาผิวเนียนสวยคืนกลับมาค่ะ
• ทำให้ผิวเย็นลง เมื่อเริ่มรู้สึกว่ามีอาการผิวหนังเริ่มลอก  ให้พยายามทำให้ผิวหนังเย็นลง ใช้ผ้าขนหนูนุ่มๆ หนาๆ  ที่แช่เย็นหรือชุบน้ำเย็นประคบ ตรงบริเวณที่โดนแดดเผา
เพื่อให้อุณหภูมิของผิวหนังในบริเวณนั้นกลับมาเป็นปกติ แต่อย่าเช็ดหรือถูผิวแรงๆนะคะ เพราะนั่นยิ่งจะทำให้  ผิวหนังลอกออกไปมากขึ้น
• โยเกิร์ตพอกหน้า ในโยเกิร์ตมีสารอาหารที่จะช่วยให้ผิวที่อ่อนล้ากลับมาแข็งแรง ยิ่งถ้าตากแดดจนหน้าลอก ต้องทาโยเกิร์ตทุกวันจนกว่าผิวจะหาย แสบร้อนนะคะ
• ดื่มน้ำเยอะๆ เมื่อผิวเริ่มเสียหายไปการรักษาให้กลับมาดีใหม่ก็ต้องเริ่มจากร่างกาย การดื่มน้ำเยอะๆทำให้เสริมสร้างความชุ่มชื้นของผิวหนัง  น้ำประมาณ 8-10 แก้วต่อวันจะดีต่อผิวพรรณของเราค่ะ
• ทาไวท์เทนนิ่งครีม หลังจากที่สภาพผิวดีขึ้นจากอาการลอก และแสบร้อนแล้ว ให้บำรุงผิวด้วยไวท์เทนนิ่งครีมเพราะไวท์เทนนิ่งครีมจะช่วยบำรุง
ฟื้นฟูผิวและลดเลือดจุดด่างดำที่เกิดจากแสงแดดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้ผิวของเรากลับมากระจ่างใสอีกครั้งค่ะ
• ทานอาหารที่เป็นประโยชน์กับผิว โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามิน A B C E และเบตาแคโรทีน เช่น แตงกวา มะเขือเทศ ว่านหางจระเข้ มะนาวซึ่งจะ  ช่วยฟื้นฟูความสดใสให้ผิวได้ สีผิวไม่สม่ำเสมอ.

Posted on February 24, 2015 at 10:40 by fgvbnhjyu · Permalink · Comments Closed
In: ลดสัดส่วน

Filler คืออะไร ความรู้จักกับเจ้า Filler นี้กัน ว่ามีอะไรบ้าง

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS

Filler คืออะไร  วันนี้เรามาทำความรู้จักกับเจ้า Filler นี้กัน ว่ามีอะไรบ้าง
- Filler แบบไม่ถาวร (Temporary)
1. คอลลาเจนที่สังเคราะห์จากสัตว์ ได้แก่ Bovine (วัว), Pocine (หมู) แต่ลดความนิยมไปในปัจจุบันเพราะมีอัตราการแพ้ที่สูงเมื่อเทียบกับแบบอื่น
2. Bioengineered Human Collagen แม้จะไม่มีการแพ้ แต่เพราะราคาที่แพงกว่ามาก โดยไม่สามารถอยู่ได้นานกว่าฟิลเลอร์อื่นๆ จึงไม่เป็นที่นิยม
3. Hyaluronic Acid (HA) จริงๆ แล้วเป็นสารโครงสร้างที่มีอยู่แล้วในร่างกาย เราจึงสร้างกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) สังเคราะห์ขึ้นเพื่อทดแทนคอลลาเจนในผิวที่เริ่มสูญเสียลงตามวัย โดยสารตัวนี้จะช่วยโอบอุ้มน้ำในผิว ทำให้ผิวชุ่มชื้นและกระชับขึ้น ในระยะแรก Hyaluronic Acid สังเคราะห์จากสัตว์ ได้แก่ Hyaform ต่อมา Hyarulonic Filler คืออะไร.

Filler คืออะไร

Filler คืออะไร ที่สกัดมาจากน้ำตาลที่ถูกย่อยโดยแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัส (Non -bacteria derived synthetic hyaluronic acid : NASHA) เกิดขึ้น จึงทำให้แพทย์นิยมใช้มากกว่าสารชนิดอื่นๆ เพราะไม่ต้องกังวล เรื่องการแพ้ ฉีดง่าย และมีความคงตัวนาน โดยสามารถอยู่ได้ 8-12 เดือน (แล้วแต่ชนิดตำแหน่งที่ฉีด) เมื่อไม่พอใจผลการรักษา สามารถแก้ไขใหม่ได้โดยการฉีด Hyaluronidase หรือหลังจากสารได้สลายตัวเองไปตามธรรมชาติ ปัจจุบันมีมากมายหลายยี่ห้อ เช่น Restylane (Q-Med AB, Sweden), Teosyal (Teoxane, Switzerland), Esthelis (Anteis Switzerland), Skinfill (Promoitalia, Italy), Revanesse (Proleenium, Canada), Perfectha (Obvieline,France), Dermyal (CosmoScience, Switzerland)
- Filler กึ่งถาวร
4. Calcium Hydroxylapatide: Radiesse (Merz, USA)
5. Poly-L-lactic acid (PLLA): Sculptra (Dermik, USA)
6. Polyacrylamide (PAA) ผลิตโดยกระบวนการ polymerisation ของ acrylamide และ N,N1-methylenbisacrylamide แม้ว่าตัวของ acrylamide เองจะเป็น neurotoxin และ genotoxin ในสัตว์ แต่ polyacrylamide กลับไม่มีพิษ เพราะว่ามีความทนทาน/ต้านทานต่อ biodegradation และไม่สามารถ ผ่าน biological membranes ได้ เนื่องจากมันมีโมเลกุลใหญ่ PAA จึงเป็น non-soluble and physically and chemically stable, กลายเป็นส่วนหนึ่งของ connective tissue สามารถให้น้ำ ions, oxygen และ metabolites ที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่ำผ่านได้, ผลการศึกษาย้อนหลังไม่พบว่ามีการเคลื่อนออกจากบริเวณที่ฉีดความปลอดภัยของ Acrylamide ด้วยเหตุนี้ปริมาณ acrylamide ที่ตกค้างใน PAA จึงเล็กน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับ การได้รับจากภาวะแวดล้อมในแต่ละวัน ดังนั้น implantation ของ PAA ไม่สร้างความเสี่ยงให้สุขภาพ และนอกจากนั้นไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่จะมาตั้งข้อสงสัยว่า PAA เป็นตัวก่อมะเร็ง ไม่พบว่ามีความเกี่ยวข้องระหว่างการรับ acrylamide เข้าร่างกายกับมะเร็ง มี 2 ยี่ห้อ Aquamid (Contura, Denmark) , Royamid (Interfall, Ukrain)
7. Polyamide: Aqualift (Pharmatsia, Ukrain)
8. Hydrofilic gel เช่น Carboxymethyl Cellulose [CMC] + Polyethylene Oxode [PEO]
9. Polymethylmethacrylate (PMMA)
10. Polytatrafluoroethylene (PTEF) Filler คืออะไร.

Posted on February 15, 2015 at 12:51 by fgvbnhjyu · Permalink · Comments Closed
In: ครีม

ฟิลเลอร์คาง การเสริมคางแบบไม่ผ่าตัด

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS

ฟิลเลอร์คาง การผ่าตัดคางเพื่อให้คางยาวออกสามารถทำได้ 2 วิธีคือ
1.ผ่าตัดเพื่อเสริมวัสดุ (Chin Augmentation) เช่น แท่งยางซิลิโคน
2.การผ่าตัดเลื่อนขากรรไกรล่างส่วนคางเพื่อทำให้คางดูยาวขึ้น (Sliding genioplasty)
แต่โดยส่วนตัวผมมองว่าคางเป็นส่วนที่ไม่ควรผ่าตัด เนื่องจากการผ่าตัดเสริมคางในวิธีที่ 1 นั้น มักไม่ค่อยได้ผลที่เป็นธรรมชาติ เวลาที่พูด หรือขยับปาก เรามักดูออกว่าไปทำคางมา นอกจากนี้ขอบซิลิโคนด้านข้างก็มักไม่เรียบ ทำให้มุมปากตุงเป็นก้อนก็มี บางครั้งเมื่อเวลาผ่านไป เกิดการเคลื่อนตัวของแท่งซิลิโคนไปกดทับเส้นประสาทมุมปาก คนไข้จะชาปากก็ต้องมาผ่าออก ครั้นเสริมคางไปแล้วมาผ่าออก เนื้อบริเวณนี้มันยืดออกแล้ว หลังเอาซิลิโคนออก คางก็หย่อนย้อยอีก เห็นมั้ยครับว่าปัญหาเยอะมากจากการผ่าเสริมคาง แถมดูไม่เป็นธรรมชาติด้วย ผมยังไม่เคยเห็นใครผ่าเสริมคางมาแล้วดูโอเคสักคน ส่วนวิธีการผ่าแบบที่ 2 นั้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีคาง และกระดูกขากรรไกรล่างเล็ก และสั้นมาก การผ่าตัดเลื่อนขากรรไกรล่าง (Sliding genioplasty) ถือเป็นการผ่าตัดใหญ่พักฟื้นนาน ผมมีความเห็นว่าทางเกาหลีทำได้ดีกว่าบ้านเราครับ วิธีการนี้หากทำได้ดี จะได้รูปคางและแนวขากรรไกรล่างที่สวยงาม และเป็นธรรมชาติครับ แต่คนไทยที่จำเป็นต้องรักษาแบบนี้พบน้อยครับ ฟิลเลอร์คาง.

ฟิลเลอร์คาง
ฟิลเลอร์คาง  การเสริมคางแบบไม่ผ่าตัด
ผมมีความเห็นว่าหากรูปคางไม่สั้นมาก และไม่มีความผิดปกติของกระดูกขากรรไกรล่าง การฉีดเติมแต่งคางด้วยฟิลเลอร์ HA เหมาะสมที่สุด เพราะง่ายปลอดภัย และได้ผลดีมาก แต่ปัญหาที่เกิดในบ้านเราก็คือ มีการนำสารฟิลเลอร์ HA ปลอม หรือฟิลเลอร์ที่ไม่ใช่ HA มาใช้ฉีดคาง พอฉีดไปใหม่ๆ สวยดี แต่พอผ่านไป ปีสองปี เกิดไหลย้อยลงไปใต้คาง ทีนี้เดือดร้อนเพราะต้องไปผ่าขูดออก แม้จะขูดออกแต่ก็จะมีพังผืดหลงเหลืออยู่ และทำให้การรักษาต่อไปได้ผลไม่ดี ปัญหาที่พบอีกอย่างคือ แพทย์ผู้ฉีดไม่มีความรู้ ความชำนาญ เพราะถึงแม้ว่าการฉีดคางจะง่ายและปลอดภัย แม้แพทย์ฝึกหัดจบใหม่ก็ฉีดได้ แต่การฉีดคางให้สวยนั้นแพทย์ผู้ฉีดต้องมีความรู้จุดฉีดที่ถูกต้อง ผลการรักษาจึงจะออกมาสวยงาม คือ หลังฉีดเวลายิ้มคางต้องไม่เห็นเป็นก้อน และปลายคางจะกระดกมาข้างหน้าเล็กน้อย แต่หากฉีดผิดจุด เวลาพูดหรือยิ้มเราจะเห็นคางเป็นก้อนและเห็นก้อนกระดกลงล่าง เป็นต้น
สำหรับการฉีดคางด้วยไขมันตัวเองนั้น ผมไม่เห็นด้วย  เพราะขั้นตอนยุ่งยากและบาดเจ็บมากกว่า ที่สำคัญคือหากฉีดด้วยไขมัน จะทำให้คางจะดูใหญ่ และจับดูจะนิ่ม ไม่เป็นธรรมชาติ และเมื่อเวลาผ่านไปมักจะทำให้คางห้อยย้อยลง
เทคนิคการฉีดคางให้สวยด้วยฟิลเลอร์
ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่าคางแบบไหนที่เรียกว่าสวย คางที่สวยมีลักษณะดังนี้ คือ
1.คางไม่เบี้ยว ไม่เอียง โดยมีจุดศูนย์กลางที่เป็นกระเปาะ ที่เรียกว่า Pogonian (pogonion คือ จุดที่อยู่ตรงกลาง และอยู่ด้านหน้าสุดของคาง)
2.ระยะความยาวจากฐานจมูกถึงคาง ต้องได้ประมาณ 1 ใน 3 ของใบหน้า
3.เมื่อมองด้านข้าง ระดับคางที่เหมาะสมจะอยู่ระดับเดียวกัน หรือ หลังเส้นไม่เกิน 10 องศา ของเส้นดิ่งที่ลากจากหน้าผาก ผ่านฐานจมูกลงมาถึงคาง สำหรับเทคนิคการฉีดฟิลเลอร์ที่คางนั้น สามารถฉีดได้ทั้งเข็มทู่และเข็มคม บริเวณนี้ไม่ค่อยมีอันตรายอะไร สามารถฉีดได้อย่างปลอดภัยเพียงแต่จะฉีดแล้วสวยหรือไม่สวยนั้น อยู่ที่ความรู้ของแพทย์ผู้ฉีดว่าฉีดได้ถูกตำแหน่งหรือไม่นั่นเอง
เนื่องจากคาง มุมปาก และปากมีความสัมพันธ์กัน ดังนั้น การรักษาควรทำไปพร้อมๆ กัน การฉีดคางเพียงอย่างเดียว อาจได้ผลสวยงามในบางคน แต่บางคนอาจต้องมีการฉีดแต่งส่วนด้านข้างคาง มุมปาก และริมฝีปากไปด้วย การรักษาบริเวณนี้ซึ่งเป็นส่วนเนื้ออ่อนที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา การรักษาด้วยวิธีผ่าตัดเสริมวัสดุแข็ง เช่นแท่งยางซิลิโคน จึงให้ผลลัพธ์ที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งจะแตกต่างจากกรณีเสริมแท่งซิลิโคนที่จมูก เพราะจมูกเป็นส่วนที่มีโครงแข็งและไม่เคลื่อนไหว สำหรับกรณีผู้ที่มีคางสั้น และขากรรไกรล่างผิดปกติ การผ่าตัดแบบเลื่อนขากรรไกรถือเป็นการรักษาที่เหมาะสมที่สุด ฟิลเลอร์คาง.

Posted on February 14, 2015 at 21:40 by fgvbnhjyu · Permalink · Comments Closed
In: กลูต้า

ฟิลเลอร์ แก้มตอบ รู้จักดั้งสวยเร่งด่วนด้วย…. ฟิลเลอร์

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS

ฟิลเลอร์ แก้มตอบ  สารที่นำมาฉีดเติมเต็มใต้ผิวหนังมีหลายชนิด ที่ได้รับการรับรองทางการแพทย์ในปัจจุบัน และถูกนำมาใช้มากที่สุดคือ สารไฮยาลูรอนิก แอสิด (Hyaluronic Acid) และการฉีดไขมันตนเอง (Fat Transfer) ซึ่งสารไฮยาลูรอนิก เป็นที่ยอมรับและใช้กันแพร่หลายทั่วโลกมากกว่าสารอื่นๆ เพราะมีงานวิจัยรองรับถึงความปลอดภัยในการใช้ โดยการสังเคราะห์ไฮยาลูรอนิกนี้จะมีลักษณะโมเลกุลคล้ายกับสารไฮยาลูรอนิกในร่างกายมนุษย์ และเนื่องจากไม่ใช่เป็นคอลลาเจนที่ผลิตมาจากสัตว์ จึงไม่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคือง
วิธีฉีดฟิลเลอร์ที่จมูกนั้น แพทย์จะทายาชาหรือฉีดยาชาตามแนวสันจมูก แล้วจึงฉีดสารไฮยาลูรอนิก ตามแนวสันจมูก หรือปลายจมูก และหลังฉีดเมื่อเลือดหยุดดีแล้วจึงทำการปั้นแต่งโดยเกลี่ยสารเติมผิวให้เข้าที่อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง จนได้จมูกที่สวยได้รูปในทันที สิ่งที่สำคัญที่สุดของการฉีดฟิลเลอร์ที่จมูก คือ แพทย์จำเป็นต้องมีความรู้ความชำนาญเรื่องกายวิภาคของจมูกอย่างเชี่ยวชาญ มีเทคนิคการฉีดต้องถูกต้องเหมาะสม มีการประเมินรูปร่างจมูกว่าบริเวณใดต้องฉีดมากน้อยเพียงใด และฉีดสารในชั้นผิวหนังที่ถูกต้อง ฟิลเลอร์ แก้มตอบ.

ฟิลเลอร์ แก้มตอบ

ฟิลเลอร์ แก้มตอบ ในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะสันจมูกที่ประกอบด้วย สันกระดูกบริเวณหัวตา(Radix), กระดูกแข็งส่วนบน(Bony Vault), กระดูกอ่อนส่วน upper lateral cartilage, กระดูกอ่อนส่วน Supratip of Lower lateral cartilage และ กระดูกอ่อนส่วน Infratip of Lower lateral cartilage นอกจากนี้ยังมีส่วนค้ำให้ปลายจมูกเชิดขึ้นเรียกว่า Columella ซึ่งบริเวณที่จะต้องฉีดสารเติมเต็มเข้าไปเพื่อให้ได้รูปทรงจมูกที่สวยงามจะต้องคำควณให้ดีว่าสันจมูกทั้ง 6 บริเวณดังกล่าว จะต้องใช้ปริมาณสารเติมเต็มเท่าใด และต้องปรับมุมองศาของปลายจมูกด้วยหรือไม่ โดยความเชิดของปลายจมูกควรต้องมีความพอดี เมื่อมองจากด้านข้างแล้ว จมูกควรทำมุม 90 ถึง 95 องศา กับเนื้อด้านบนริมฝีปาก ซึ่งขั้นตอนการปรับปริมาณสารเติมเต็มในแต่ละบริเวณนี้เป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด และต้องใช้ประสบการณ์และความรู้เฉพาะทางของแพทย์อย่างมาก
ฉีดด่วน…ดั้งโด่งทันใจ
การฉีดฟิลเลอร์ที่จมูกนั้นใช้เวลาเพียง 10 นาที หลังฉีดเสร็จจมูกก็โด่งทันตา คนไข้ไม่เจ็บ ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น กลับไปทำงานได้ตามปกติ หากไม่พอใจก็สามารถฉีดสลายได้ (ฟิลเลอร์ที่ดีควรมีตัวฉีดสลาย หากไม่มี ให้ตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นสารอื่นที่ไม่ปลอดภัย) และสารไฮยาลูรอนิก มีอายุประมาณ1 ปี แล้วจะสลายไปเองตามธรรมชาติโดยไม่มีร่องรอยใดๆทิ้งไว้ ลักษณะจมูกที่เหมาะสม ที่ฉีดฟิลเลอร์แล้วได้ผลดีมากคือ คนที่มีปัญหาสันจมูกน้อย โดยที่ปลายจมูกไม่กว้างจนผิดรูปหรือมีมุมองศาที่ดูจมูกเชิดมากไป ฐานจมูกไม่กว้างมาก และมีความหนาของผิวหนังที่ปลายจมูกเหมาะสม คือไม่หนาหรือบางจนเกินไป ฟิลเลอร์ แก้มตอบ.

Posted on February 14, 2015 at 19:16 by fgvbnhjyu · Permalink · Comments Closed
In: ครีม